วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โรฮีนจา ... ข่าวนี้มีเรื่องเล่าเยอะ

โรฮีนจามาจากไหน? ใครพอทราบหรือเปล่า ... เชื่อว่านักเสพข่าวแบบดูแต่พาดหัวอย่างเดียวหลายคนคงฟันธงว่า พม่าชัวร์ 100%  ดังนั้นจึงไม่แปลกหรอกครับที่มันจะเกิดคำว่า "ประเทศต้นทาง - กลางทาง - ปลายทาง"  แต่ว่าประเด็นสำคัญของความซับซ้อนในปัญหานี้มันก็คือชาวโรฮีนจาไม่มีประเทศต้นทางอะดิ !!!  อ้าวแล้วมันอย่างไรเนี่ย ก็เห็นๆกันอยู่ว่านางอพยพหนีตายมาจากพม่านี่นา???
... ชาวโรฮีนจานั้นส่วนใหญ่เค้าอาศัยอยู่ที่รัฐยะไข่ ซึ่งอยู่ในเขตภาคตะวันตกของประเทศพม่า ซึ่งมีแนวเขตติดต่อกับประเทศบังคลาเทศ เค้าว่ากันว่าชาวโรฮีนจานั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นกลุ่มเดียวกับชาวเบงกาลี โดยมีแนวคิดหลักๆอยู่ 2 แนวทางด้วยกันคือ อย่างแรก - ชาวโรฮีนจานั้นเป็นชนเผ่าดังเดิมที่อาศัยในแถบนี้อยู่แล้ว กับอย่างที่สองก็คือ ชาวโรฮีนจาคือกลุ่มอพยพเข้ามาตั้งรกราก (อาจจะเรียกว่าถูกเกณฑ์เข้ามาก็ได้น่ะ) ในแถบรัฐยะไข่สมัยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ดังนั้นสิ่งที่แน่ๆนอนก็คือ โรฮีนจาไม่ใช่พม่า หรือ กลุ่มเกือบจะพม่า (มอญ กระเหรี่ยง คะฉิ่น ไทใหญ่ ยะขิ่น ฯลฯ) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแนวทางใดก็ตามก็หาสำคัญไม่ เพราะประเด็นสำคัญก็คือรัฐบาลพม่าไม่ยอมรับชาวโรฮีนจาว่าเป็นพลเมืองของพม่า ดังจะเห็นได้จากกฎหมายว่าด้วยการรับรองความเป็นพลเมืองของพม่า ในปี พ.ศ. 2525 สมัยนายพลเนวิน ไม่ได้ให้การรับรองความเป็นพลเมืองพม่ากับชาวโรฮีนจากว่า 800,000 คน ในรัฐยะไข่ ด้วยเหตุผลที่ว่า 

"ความเป็นพลเมือง ระบุไว้ว่า “สัญชาติ ดังต่อไปนี้ คะฉิ่น คะยา กะเหรี่ยง ชิน เบอร์มัน มอญ ยะไข่ หรือฉาน และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้ตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่อยู่ภายในรัฐเป็นการถาวรในช่วงเวลาก่อน ค.ศ. 1823 (ก่อนสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 1)  ให้ถือว่าเป็นพลเมืองของพม่า"   

...ดังนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวชาวโรฮีนจาจึงถูกพม่ามองว่าเป็น "ผู้อพยพ" โดยปริยาย เพราะพม่าเชื่อว่าชาวโรฮีนจาคือชาวเบงกาลีที่อพยพเป็นแรงงานในยะไข่ช่วงหลังปี 1826 ภายหลังจากที่พม่าเสียดินแดนยะไข่ให้กับอังกฤษตามสนธิสัญญายันดาโบแล้ว ประกอบกับเหตุการณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์ที่เป็นตัวสนับสนุนว่าชาวโรฮีนจาเป็น "คนอื่น" ในสายตาพม่า เช่น
  • ในปี 1885 ก่อนที่พม่าเสียเอกราชให้กับอังกฤษในสงครามครั้งที่ 3  พม่าเข้าโจมตียะไข่อย่างหนัก ประชากรในยะไข่ โดยเฉพาะชาวมุสลิมในยะไข่หนีตายเข้าไปในเขตปกครองของอังกฤษที่จิตตะกอง ทิ้งเมืองให้รกร้างว่างเปล่า ทำให้พม่าเชื่อว่าชาวมุสลิมในยะไข่นั้นไม่ได้เป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อยู่ในยะไข่ เพราะหนีไปขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ แทนที่จะยอมสวามิภักดิ์ต่อพม่า (กรณีนี้ชาวพม่ารับรองเฉพาะชาวยะขิ่นที่เป็นชาติพันธุ์พม่าที่อาศัยอยู่ในยะไข่เท่านั้น) 
  • ช่วงการปกครองของอังกฤษ มีการส่งเสริมให้ชาวเบงกาลีอพยพเข้ามาในแถบยะไข่ ที่รกร้างว่างเปล่ามานานและเข้ามาเป็นแรงงานในฟาร์มของชาวอังกฤษที่เริ่มเข้ามาเป็นทำการเกษตรกรรมบริเวณนี้ โดยการที่อังกฤษยกเลิกเขตแดนระหว่างเบงกอลและยะไข่ ทำให้ชาวมุสลิมในเบงกอลอพยพเข้ามาในยะไข่กว่า 50,000 คน ซึ่งแน่นอนถ้ามองตามเหตุผลในข้อแรก กลุ่มชาวมุสลิมเหล่านี้ถือว่าเป็นไม่ใช่ชาวพม่า
  • ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มกองกำลัง V- Force ชาวโรฮีนจาที่ทางอังกฤษสนับสนุนอยู่กับกลุ่มชนพื้นเมืองชาวยะขิ่นที่คนพม่ามองว่าเป็นเชื้อสายพม่า ดังนั้นภาพของโรฮีนจาในสายตาพม่าจึงถูกมองว่าเป็น "คนอื่น" ได้เป็นอย่างดี
  • ในปี 1971 เกิดสงครามประกาศอิสรภาพในบังคลาเทศ ทำให้ชาวมุสลิมในบังคลาเทศได้หนีภัยสงครามทะลักเข้ามาในพม่าหลายแสนคนด้วยกัน ในจำนวนนี้แน่นอนครับว่าต้องมีผู้อพยพที่เป็นชาวโรฮีนจาในบังคลาเทศแน่นอน ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวโรฮีนจาในเขตรอยต่อระหว่างรัฐยะไข่กับบังคลาเทศเหล่านี้ก็เป็นบุคคลที่ไม่สามารถระบุสัญชาติได้อยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปี 1982 ตอนออกกฎหมายว่าด้วยการรับรองความเป็นพลเมือง รัฐบาลพม่าจะมองว่าชาวโรฮีนจาที่ยังอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่นั้นมีสถานะเป็นผู้อพยพ ไม่ใช่ชนพื้นเมืองของพม่า
.... แต่ก็มีคำถามสงสัยว่า "ถ้าชาวโรฮีนจาเป็นชนพื้นเมืองที่อยู่ในยะไข่มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว อย่างนี้จะทำยังไง??"  คำตอบนี้ก็ตอบว่า "กรูก็ไม่ให้สัญชาติพวกเมริงอยู่ดีเพราะอย่างไรเสียโรฮีนจาอย่างไงก็ไม่เหมือนพม่า ทั้งภาษา วัฒนธรรม ศาสนา แม้กระทั่งรูปร่างหน้าตา ดูอย่างไรก็แขกดีๆนี่แหละ"  
... จริงๆแล้วจากคำถามคำตอบนี้ก็ดูเป็นไปได้น่ะครับท่านผู้ชม เพราะในอดีตมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ชาวเบงกาลี-มุสลิม เข้ามาตั้งถิ่นฐานในยะไข่ตั้งแต่สมัยคริสตศตวรรษที่ 15 แล้ว คือ อาณาจักร "มรัค-อู" (Mrauk U) ซึ่งมีความรุ่งเรืองในช่วงรุ่นเดียวกับอาณาจักรตองอูของพม่า อันนี้ก็พอเชื่อได้ว่าอาจจะเป็นบรรพบุรษของชาวโรฮีนจาในปัจจุบันก็เป็นไปได้ แต่สุดท้ายไม่ว่าเรื่องนี้จะมีข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือได้เพียงใด ในสายตาพม่าก็มอง "โรฮีนจาเป็นคนอื่นอยู่ดี" สรุปก็คือชาวโรฮีนจาจึงกลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติมาจนทุกวันนี้ครับ และที่อยู่ที่พม่าในปัจจุบันก็อยู่แบบไร้อนาคต ก่อความรุนแรงบ้าง ถูกปราบปรามบ้าง กลายเป็นปัญหาที่พม่าไม่อยากได้ โรฮีนจาไม่อยากอยู่ แต่ไม่มีใครรับ ไม่มีใครส่ง จนมาทุกวันนี้
... ดดังนั้นการที่พม่าปฏิเสธความเป็นประเทศต้นทางของโรฮีนจา จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เพราะการยอมรับว่าตัวเองเป็นต้นทางก็เหมือนกับฆ่าตัวตายชัดๆ ปัญหาทั้งหมดก็จะถูกผลักให้เป็นภาระของพม่าอย่างเดียว  ดังนั้นเราก็ต้องเข้าใจว่าปัญหานี้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินกว่าที่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำจะแก้กันเองได้น่ะครับท่านผู้ชม แล้วถ้าโรฮีนจาลอยเรือมาทำไมเราไม่รับเอาไว้เพื่อเห็นมนุษยธรรม ... นั่นน่ะสิทำไมเราไม่รับ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ การรับหรือไม่รับขึ้นอยู่กับผลที่ตามมาต่างหากว่าถ้ารับแล้วผลที่ตามมาเป็นยังไง ถ้าไม่รับผลจะเป็นอย่างไร ก็อย่างที่บอกไปปัญหาชาวโรฮีนจาค่อนข้างซับซ้อนกว่าที่ต้นทาง กลางทาง ปลายทางจะสามารถจัดการกับปัญหากันเองได้ กล่าวคือเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกันแก้ปัญหาโรฮีนจานั้นยังไม่มีมนุษย์ประเทศใดแสดงความจำนงที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะถ้าใครอาสาล่ะก็ พวกที่ร้องแรกแหกกระเชอก็จะรีบถีบๆภาระให้รับปัญหาไปทันที ดังนั้นถ้ายังไม่ตกลงกันดีๆ ไม่กำหนดเงื่อนไขกันให้ดี ปัญหาก็ยังคาราคาซังไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพหรอกครับพี่น้อง

... เอาง่ายๆยกตัวอย่างประเทศไทยแลนด์แดนลุงตู่ กรณีถ้าไทยรับผู้อพยพชาวโรฮีนจาเข้ามาจะเกิดอะไรขึ้น
  • ชาวโรฮีนจาที่เหลือไม่ว่าจะที่ลอยลำอยู่หรือที่ยังไม่มา ก็จะแห่กันมาที่บ้านเรา ก็เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็จะมีที่พักชั่วคราวก่อนจะหาทางไปประเทศที่ 3 อีกทั้งบ้านเรายังมีส่วนที่มีชาวมุสลิม เป็น Majority อยู่หลายพื้นที่ครับ เช่น จังหวัดสตูล หรือ อำเภอตามแนวชายแดนมาเลเซียของสงขลา (อ.รัตภูมิ, สะเดา, สะบ้าย้อย)  ซึ่งน่าจะทำให้ชาวโรฮีนจาเต็มใจมากขึ้นที่จะอพยพเข้ามาในประเทศไทย หรือบางคนอาจจะหาวิธีที่จะหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยกึ่งถาวรก็เป็นได้ ปัญหาความมั่นคงก็จะตามมา ลองนึกดูว่าผู้อพยพจำนวนมากมาอยู่รวมกันย่อมยากต่อการจัดการ ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม หรือ อิทธิพลเถื่อนในพื้นที่จะตามมา ไทยก็จะถูกจับตามากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาการค้ามนุษย์จะเกิดขึ้นแน่นอนถ้าเราเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว เพราะกลุ่มเหล่านี้ย่อมแสวงหาผลประโยชน์จากชาวโรฮีนจาที่ต้องการหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยแน่นอน
  • แรงงานชาวโรฮีนจาจัดว่าเป็นแรงงานไร้ฝีมือ เพราะสถานภาพชาวโรฮีนจาในพม่าแทบไม่ต่างอะไรกับคนเร่ร่อน พวกเขาไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลพม่า ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาความรู้ต่างๆ ประกอบกับชาวโรฮีนจาไม่ได้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีทักษะด้านการเพาะปลูก ว่ากันว่าชาวโรฮีนจาบางคนไม่รู้จักวิธีเพาะปลูก ขุดดินกันเลยทีเดียว ดังนั้นกลุ่มที่เห็นว่าแม้โรฮีนจาจะอพยพเข้ามาบ้านเราเยอะ ก็ควรจะใช้ประโยชน์ด้านแรงงานกับเขาเหมือนแรงงานต่างด้าวแถวมหาชัย ตลาดไท ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ซึ่งบอกได้เลยว่าถ้าคิดอย่างนั้นคงต้องคิดใหม่เสียแล้วครับ
  • เชื่อว่ากดดันไทยเรื่องการจัดการสิทธิมนุษยชนแน่นอน UNHCR ต้องมาจุ้นจ้าน อเมริกาต้องมาชี้นิ้วนั่นโน่นนี่อย่างแน่นอน
ตอนนี้อาเซียนเริ่มตระหนักปัญหาเรื่องโรฮีนจากันแล้วครับ จนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องที่ระดับนานาชาติเข้ามาช่วยเหลือ ดังนั้นตอนนี้มีเจ้าภาพร่วมแล้วครับ ทั้ง UN, ASEAN , มาเลเซีย, อินโดฯ, ฟิลิปปินส์, ไทยแลนด์, บังคลาเทศ อย่างนี้ก็เลยสบทางพม่าเลยครับ ออกตัวก้าวขาร่วมวงมาด้วยครับ ขอเป็นเจ้าภาพร่วมเพราะใจจริงพม่าก็อยากแก้ปัญหานี้เหมือนกันครับ แต่้เป็นเจ้าเดี่ยวนี่ก็คงลำบาก สุดท้ายปัญหาโรฮีนจาจะแก้ยังไง ก็ต้องติดตามกันต่อแล้วกันน่ะครับ

.

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

หลัก 6 ประการของภาพวาดจีน : จุดกำเนิดวิชาทฤษฎีศิลปะของจีน

ในปรัชญาและวิธีการในภาพวาดของจีนตั้งแต่สมัยโบราณนั้น มีหลักการที่สำคัญหรือกล่าวได้ว่าเป็นทฤษฎีหลักของการวาดภาพของจีนเลยก็ว่าได้เรียกว่า “หลัก 6 ประการของภาพวาดจีน” หรือ “Six Principles of Chinese Painting” ซึ่งปรากฏอยู่ในคำนำของงานเขียนเก่าแก่ที่ชื่อว่า“The Record of the Classification of Old Painters”โดย Xie He (谢赫) ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน, นักประวัติศาสตร์ศิลปะและนักวิจารณ์ที่มีชื่อเสียงในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 5


หลัก 6 ประการของภาพวาดจีนนั้นประกอบไปด้วย


1. 气韵生动是也 - Spirit Resonance / Rhythm and Breath
หลักการที่ว่าด้วยอารมณ์ทางศิลปะ หมายถึง พลังงานที่ใช้ในทางศิลปะ กล่าวถึงวิธีการวาดภาพ (a method or technique) ว่าจะต้องมีแรงพลังดันและใส่จิตวิญญาณของศิลปินเข้าในไปเทคนิคการวาด นั่นคืออารมณ์ความรู้สึก การสร้างจังหวะทางศิลปะ เข้าไปด้วยจึงจะทำให้ภาพเขียนนั้นมีความชัดเจนและมีพลังดึงดูด ตามความหมายของหลักข้อนี้อาจกล่าวได้ว่าศิลปะที่ดีนั้นจะต้องทำให้ผู้ชมผลงานได้เห็นเหมือนกับสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อความหมายด้วยตาของเค้าเอง หรือต้องทำให้ผู้ชมลงานเกิดอาการหัวใจเต้นรัว หายใจแรงได้เมื่อเห็นผลงานชิ้นนั้นเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นก็คือศิลปินสามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณลงไปในภาพเขียนได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง ดั่งคำกล่าวที่ว่า “ภาพเขียนใดไม่สามารถสะท้อนจิตวิญญาณของภาพได้นั้นก็ไม่จำเป็นที่ต้องสนใจดูอีกต่อไป”
 Nine Dragons by  Chen Rong (C.13)


2. 骨法用笔是也 - Bone Method
หลักการที่ว่าด้วยทักษะการใช้พู่กัน หมายถึง เทคนิควิธีการใช้แปรงหรือพู่กันเพื่อควบคุมทิศทางในการวาดภาพให้ออกมาตามต้องการอย่างสวยงามและลื่นไหล นอกจากนี้ Bone Method ยังหมายถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างภาพวาดกับบุคลิกภาพของศิลปิน กล่าวคือภาพวาดนั้นจะมีลักษณะเป็นอย่างไร สามารถสังเกตได้จากบุคลิกลักษณะของศิลปินผ่านเทคนิคการวาดของเขานั่นเอง ซึ่งเหมือนกับศิลปะการเขียนตัวอักษรของจีน (ที่ในสมัยของ Xie He ศิลปะการเขียนตัวอักษรและศิลปะการวาดภาพเป็นศาสตร์ประเภทเดียวกัน) เทคนิคการใช้พู่กันของศิลปินแต่ละคนสามารถวิเคราะห์บุคลิกลักษณะของผู้เขียนได้ จากลายมือที่เค้าเขียน
Intelligent Ladies by Gu Kaizhi (C.4)


3. 应物象形是也 - Correspondence to the Object
หลักการที่ว่าด้วยความเข้าใจเรื่องลายเส้นและรูปร่าง หมายถึง ศิลปินผู้วาดภาพจะต้องสามารถดึงเอาความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆออกมาและแสดงความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงผ่านรูปทรงหรือลายเส้นในภาพเขียนนั้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Xie He ให้ความสำคัญมากกว่าลักษณะทางกายภาพภายนอกของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นแล้วศิลปินที่ดีต้องรู้ซึ้งและเข้าใจธรรมชาติของวัตถุอย่างถ่องแท้และสามารถถ่ายทอดออกมาได้
Peaches and a Dove by Emperor Huizong (C.12)


4. 随类赋彩是也 - Suitability to Type of Color
หลักการที่ว่าด้วยการใช้สี หมายถึง จะต้องเลือกใช้สี (Color) น้ำหนัก (Value) เฉดสี (Tone) ให้เหมาะสมกับกับภาพนั้นๆได้อย่างลงตัวสวยงาม โดย Xie He เชื่อว่าศิลปินที่ดีต้องมีความซื่อสัตย์ในการใช้สีที่เหมือนกับสอดคล้องกับความเป็นจริง แม้ว่าบางครั้งอาจจะเลือกใช้สีที่ไม่เสมือนจริงก็ตามแต่ถ้าสีนั้นสามารถสะท้อนมิติหรืออารมณ์ของภาพได้อย่างสวยงามก็ถือว่าเป็นการเลือกสีให้เหมาะสมกับภาพเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าหลักการในข้อนี้ยังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ในงานเขียนแบบประเพณีดั้งเดิม (Traditional Painting)
Grand Scenery by Wang Xi (C.12)


5. 经营位置是也 - Division and Planning
หลักการที่ว่าด้วยการวางองค์ประกอบทางศิลปะ หมายถึง ความสำคัญของการแบ่งสัดส่วนและจัดวางความสมดุลของภาพเขียนให้สอดคล้องกับพื้นที่ มิติความกว้าง ความยาวและความลึก Xie He กล่าวว่า "การวางองค์ประกอบที่ดีจะทำให้ภาพนั้นมีชีวิต" สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการเพราะการสร้างผลงานที่จะทำให้ผู้ชมเข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อนั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสร้างสรรค์ในการวางแผนการจัดวางองค์ประกอบของศิลปินเอง
Six Persimmons by Mu Qi (C.13)


6. 传移模写是也 - Transmission by Copying
หลักการที่ว่าด้วยการส่งต่อทางศิลปะ หมายถึง การส่งต่องานทางศิลปะโดยการคัดลอก Xie He สนับสนุนเรื่องการเรียนรู้โดยการคัดลอกผลงานของคนรุ่นก่อนหน้าจะทำให้ศิลปะแบบดั้งเดิมจึงจะสามารถสืบทอดต่อไปได้ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าจะคัดลอกเพียงลวดลาย รูปแบบมาอย่างเดียว สิ่งที่ศิลปินรุ่นหลังจะต้องตระหนักเอาไว้เป็นสิ่งสำคัญนั่นคือต้องคัดลอกจิตวิญญาณของศิลปินรุ่นก่อนมาใส่ในภาพด้วย ดังนั้นศิลปินยุคหลังจะต้องหมั่นฝึกฝน จดจำ เรียนรู้งานจากรุ่นก่อนมาให้มากที่สุดก่อนแล้วค่อยมาปรับใช้ให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง องค์ความรู้ทางศิลปะแบบดั้งเดิมถึงจะคงอยู่ต่อไปได้พร้อมกับสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกด้วย
Section of the handscroll entitled 
- Admonitions of the Instructress to the Court Ladies by Gu Kaizhi (C.4)


ในตอนท้าย Xie He สรุปเอาไว้ว่า หลักการในข้อ 2 - 5 นั้นเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้กันได้ แต่สำหรับในข้อที่ 1 นั้นไม่สามารถเรียนรู้ได้ เป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวของแต่ละคนเท่านั้น ดังนั้นศิลปินคนใดจะสามารถสืบต่อองค์ความรู้ทางศิลปะจากคนยุคก่อนได้อย่างสมบูรณ์นั้นตามหลักการข้อที่ 6 นั้น เขาจะต้องมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมในหลักการข้อที่ 1 ด้วย

(โดยอาจเปรียบเทียบให้เห็นอย่างง่ายๆว่าไม่เพียงแต่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการใช้เทคนิคการวาดภาพเป็นพิเศษหรือเวลาที่ใช้ในการวาดภาพเป็นเวลานานละเมียดละไมเท่านั้น จะพบว่าผลงานชิ้นสำคัญของศิลปินที่มีชื่อเสียงฝั่งตะวันตกอย่าง Leonardo DaVinci, El Greco หรือ Michael Angelo ล้วนเกิดจากศิลปินที่มีบุคลิกพิเศษโดดเด่นทั้งนั้น เพราะเชื่อว่าบุคคลที่มีบุคลิกพิเศษเหล่านี้ สามารถดึงเอาอารมณ์หรือจิตวิญาณของตนเองถ่ายทอดลงในภาพเขียนของเค้าได้ดีกว่าคนทั่วไป หรือตัวอย่างศิลปินไทยเช่น อ.เฉลิมชัย, อ.ถวัลย์ เป็นต้น)
- ความคิดเห็นของข้าพเจ้าเอง -


จะเห็นได้ว่าหลัก 6 ประการนี้ก็คือวิชาทฤษฎีศิลปะที่พวกเราทุกคนต้องเรียนกันนี่เอง เพราะฉะนั้นแล้วนักเรียนศิลปะคนไหนที่หวาดกลัวทุกทั้งเมื่อเรียนวิชาทฤษฎีศิลปะ หรือวิชาคอมโพส ต้องพยายามนึกว่าคนโบราณเค้าก้เริ่มจากการจดจำทฤษฎีเหล่านี้เหมือนกันครับ มันเป็นข้อพิสูจน์ว่าผลงานอมตะที่มีคุณค่าทั้งหลาย มาจากศิลปินที่ฝึกฝนทฤษฎีเหล่านี้จนเกิดความชำนาญทั้งนั้น
มีหลายคนจะชอบแย้งว่า "เรียนศิลปะต้องใช้อารมณ์ ไม่จำเป็นต้องมานั่งเรียนทฤษฎีหรอก" ความจริงแล้วอย่างที่ Xie He สรุปเอาไว้ในตอนท้ายว่า "หลักการในข้อ 2 - 5 นั้นเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้กันได้" ถ้าศิลปินทุกคนมีความสามารถครบถ้วนตามข้อ 2 - 5 จุดที่จะวัดว่าใครจะเป็นศิลปินที่ยอดเยี่ยมได้นั้น ก็คงต้องไปตัดสินกันที่ข้อที่ 1 แต่ถ้าศิลปินคนใดมีแต่ข้อที่ 1 อย่างเดียว ไม่มีทักษะความรู้อื่นเลย ลองคิดง่ายๆครับว่าจะสู้คนอื่นได้หรือเปล่าครับ

เรื่องของไตรภูมิ : ตอนที่ ๑ อะไรคือไตรภูมิ??

ที่มาของบทความในวันนี้มาจากคำบอกเล่าของนักเรียนศิลปะคนหนึ่งได้เล่าเหตุกาณ์ในวันพรีเซนต์รายงานวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะหน้าชั้นเรียนว่า "พี่เชื่อไหมว่า พอผมอธิบายเรื่องเกี่ยวกับไตรภูมิ ปรากฏว่าเพื่อนๆในชั้นที่ไม่ได้เรียนศิลปะไทย นั่งทำหน้าเป็นปลาดุกชนเขื่อนกันเกือบทุกคนเลย !! "  ผมก็ได้แต่อึ้งเล็กๆครับ เพราะไม่คิดว่าเด็กเรียนศิลปะส่วนหนึ่ง (ส่วนใหญ่ด้วย)ไม่รู้จักไตรภูมิ ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่จำเป็นมากในการที่จะทำให้สามารถ "เข้าใจได้" ในเรื่องศิลปะ โดยเฉพาะศิลปะของชาติไทยเราเอง ดังนั้นผมจึงอยากจะเขียนเรื่องราวของไตรภูมิ ในแบบที่คนที่ไม่เคยรู้จักไตรภูมิมาก่อนเลย พออ่านแล้วจะสามารถ "พอเข้าใจได้" จึงกลายมาเป็นที่มาของบทความนี้ครับ

ตอนที่ ๑ อะไรคือไตรภูมิ??

ไตรภูมิที่ว่านั้นหมายถึงวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่มีชื่อว่า "ไตรภูมิพระร่วง หรือ ไตรภูมิกถา" ถือได้ว่าเป็นวรรณคดีที่เก่าที่สุดของไทย (ถ้าไม่นับศิลาจารึกหลักที่ 1ของพ่อขุนรามคำแหง) โดยพระมหาธรรมราชาลิไท ทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1888  สำหรับไตรภูมิสำนวนเดิมนี้ไม่ปรากฏว่ามีต้นฉบับเดิมครั้งกรุงสุโขทัยตกทอดหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ต้นฉบับที่นำมาใช้พิมพ์เผยแพร่ คือ สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นต้นฉบับที่พระมหาช่วย วัดปากน้ำสมุทรปราการ ซึ่งท่านได้ต้นฉบับมาจากจังหวัดเพชรบุรีอีกทีหนึ่ง จึงได้จารเรื่องของ ไตรภูมิ ไว้ในใบลาน 30 ผูก   หลังจากนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดให้นำออกตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก เรียกชื่อว่า "ไตรภูมิพระร่วง"  ต่อมากรมศิลปากร ได้จัดหาผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบชำระปรับปรุงข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนที่ยังมีอยู่ ซึ่งได้ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดีพุทธศาสนามาตรวจสอบชำระ โดยให้รักษาของเดิมให้มากที่สุดเมื่อตรวจสอบชำระเสร็จแล้วได้จัดพิมพ์เผยแพร่ในรัชกาลปัจจุบันอีกหลายครั้ง

นอกจากไตรภูมิพระร่วงฉบับพระมหาธรรมราชาลิไทแล้ว ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้า ฯ ให้พระราชาคณะและราชบัณฑิตช่วยกันแต่งเรื่องราวเกี่ยวกับ “ไตรภูมิ” สำนวนใหม่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2326  เป็นหนังสือจบ 1 แต่ยังไม่สมบูรณ์ ครั้นถึง พ.ศ.2345 โปรดให้พระยาธรรมปรีชา (แก้ว) แต่งต่อจนจบความ เราจะเรียกไตรภูมิสำนวนสมัยรัชกาลที่ 1 ว่า “ไตรภูมิโลกวินิจฉัย” (แต่ให้จำเอาไว้น่ะครับว่าเนื้อหาใน "ไตรภูมิกถา" กับ "ไตรภูมิโลกวินิจฉัย" เกือบจะอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว)

ความสำคัญ “ไตรภูมิ” ในเชิงการการปกครองนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคมไทยตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์เพราะได้รวบรวมคติความเชื่อทุกแง่ทุกมุมของทุกชั้นชน มาร้อยเรียงเป็นเรื่องให้ผู้อ่านเกิดเกรงกลัวต่อบาป ความเชื่อเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว การมุ่งมั่นกระทำคุณความดีต่างๆ ไตรภูมิจึงเป็นทั้งคำสอนประชาชนทั่วไปและคำสรรเสริญคนที่กระทำความดี เป็นกรอบของสังคมให้ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกทำนองคลองธรรม รวมถึงเป็นแนวคิดสำหรับชนชั้นปกครองให้ตั้งมั่นอยู่ในกรอบแห่งความดีงามด้วย

ส่วนในเชิงศิลปะ ถือได้ว่า “ไตรภูมิ” เป็นแม่แบบหลักทางความคิดสร้างสรรค์ของศิลปะไทยเลยทีเดียว เพราะนอกจากไตรภูมิกถาจะเป็นหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วนั้น ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโลกศาสตร์ หรือจักรวาลวิทยาทางพระพุทธศาสนา อันได้แก่ศาสตร์ที่เกี่ยวกับกำเนิดโลก จักรวาล มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในจักรวาล หรือพูดง่ายๆได้ว่า เป็นความรับรู้ด้านภูมิศาสตร์ (Geography) ศิลปะภูมิทัศน์ (Landscape Art)  คติชนวิทยา (Folkloristics) แบบดั้งเดิมของไทยนั่นเอง ดังนั้นงานศิลปะของไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศานาไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรมในผนังพระอุโบสถ งานประติมากรรมอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนา หรืองานสถาปัตยกรรมเกี่ยวกับวัดวาอารามต่างๆ ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลทางความคิดในเรื่องของไตรภูมิทั้งสิ้น

สำหรับใครที่สนใจอยากอ่านไตรภูมิกถา ก็กดเข้าไปอ่านกันได้ครับ ผมแปะ link เอาไว้ให้แล้ว ส่วนวิธีการอ่านเอกสารเก่าหรืองานเขียนทางประวัติศาสตร์แบบพงศาวดารนั้น ว่างๆจะมาเหลาให้ฟังครับเพราะมีวิธีทำความเข้าใจ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมายเลยทีเดียวครับ